สาระดีๆ สำหรับคนที่กินแล้วไม่ค่อยขับถ่าย อนาคต..มะเร็งลำไส้..! "ตะลึง"
"อุจจาระตกค้าง" เนื่องมาจาก
1. เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด
2. กินอาหารที่มีกากใยน้อย
3. มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ
4. ระบบดูดซึมเสีย เพราะน้ำมันพืชเคลือบทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน
5. ไม่ถ่ายอุจจาระเวลา 05.00-07.00 เช้า
หากถ่ายอุจจาระ หลังเวลา 7 โมงเช้าลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบนเวลาถ่ายจะ ถ่ายไม่หมด แต่ไม่รู้ตัว ที่ปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอมาจ่ออปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญานบอกสมองให้ปวดอึหลัง 7 โมงเช้า ลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาดช่วงเวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราก็หยุดแต่ความจริง อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นไป ไม่มาจ่อปลายทวารทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมดแล้ว อุจจาระที่ค้างไว้นี้ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้ พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่ามันก็แซงหน้าไปก่อน แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น
ฉะนั้น ทุกวันที่ถ่าย มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอส่วนที่เหลือ ก็เกาะไปเรื่อยๆ อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่างๆ ในกระเพาะ และกดทับกระดูกหลัง ทำให้เกิดอาการมากมายเช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัวอ่อนเพลียนอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไมเกรน และอื่น ๆ นั่นแหละเป็นที่มา..ที่คุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่าเวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจ
การนำอุจจาระตกค้างออกจึงจำเป็นต้องหาว่าเป็นที่สาเหตุใดใน 5 สาเหตุข้างต้น แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่งเพนดูลั่มก็จะรู้ได้
สำหรับท่านที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาให้ตรวจ ก็แนะนำให้ถ่ายพยาธิเสียก่อน แล้ว ลองสูตรอาหารดังต่อไปนี้
สูตรที่ 1
เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้วทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานเป็นปกติได้ทุกวันหรือ 3-4วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ
สูตรที่ 2
ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออก
สูตรที่ 3
ดื่มนมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ500 มิลลิลิตร) และ กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า ช่วงแรกควรทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือตามที่เห็นสมควร
ขอบคุณ : http://variety.teenee.com/
วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2557
วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ดูแลสุขภาพร่างกายตามแบบแพทย์แผนจีน
ปกติคนเราจะมีวิธีการดูปลสุขภาพที่แตกต่างกันไป แต่ถ้าต้องการดูแลสุขภาพร่างกายตามแบบแผนแพทย์แผนจีนคือ ตื่นเช้ามาต้องดื่มน้ำ 2-3 แก้ว และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เพราะจำทำให้มีสุขภาพที่ดี และมีอายุยืน ที่เราเรียกว่า "นาฬิกาชีวิต" โดยแบ่งเป็นเวลาดังนี้
03.00-05.00 น. เป็นเวลาของปอด
เป็นช่วงที่เหมาะกับการออกกำลังกายเพราะปอดจะได้รับออกซิเจน ทำให้ปอดทำงานดีและมีผิวพรรณที่ดีด้วย
05.00-07.00 น. เป็นเวลาของลำไส้ใหญ่
ควรขับถ่ายอุจจาระทำให้เป็นนิสัยทุกเช้า เพื่อป้องกันโรคริดสีดวงทวาร
07.00-09.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะอาหาร
การทานอาหารในช่วงเวลานี้ทุกวัน จะทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง
09.00-11.00 น. เป็นเวลาของม้าม
มีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน ผู้ที่มักนอนหลับในช่วงเวลา 09.00-11.00 น. จะทำให้ม้ามอ่อนแอ นอกจากนี้ม้ามยังโยงถึงริมฝีปาก ผู้ที่พูดบ่อยๆ หรือะูดเก่งๆ ม้มาจะชื้น จึงควรพูดน้อยกินน้อย ม้มาจึงแข็งแรง
11.00-13.00 น. เป็นเวลาของหัวใจ
หัวใจจะทำงานหนักในช่วงเวลานี้ จึงควรหลีกเลี่ยงความเครียด เพราะจะทำให้ใช้ความคิดหนัก ควรระงับอารมณ์เพื่อให้มีสุขภาพจิตที่ดี
13.00-15.00 น. เป็นเวลาของลำไส้เล็ก
ลำไส้เล็กมีหน้าที่ ดูดซึมสารอาหารที่เป็นน้ำทุกชนิด จึงควรงดการกินอาหารทุกประเภทเพื่อเปิดโอกาสให้ลำไส้ทำงานอย่างเต็มที่
15.00-17.00 น. เป็นเวลาของกระเพาะปัสสาวะ
ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออก อาจจะออกกำลังกายหรืออบตัว กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง การอั้นปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เหลื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็นเหมือนปัสสาวะ
17.00-19.00 น. เป็นเวลาของไต
ควรทำใจให้สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ใครที่มีอาการง่วงนอนช่วงเวลานี้ แสดงว่ามีปัญหาเรื่องไตเสื่อม ถ้านอนหลับแล้วเพ้อ แสดงว่าอาการหนักมาก
19.00-21.00 น. เป็นเวลาของเยื้อหุ้มหัวใจ
ช่วงเวลานี้ควรจะสวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ เพื่อให้จิตใจเบิกบาน ไม่มัวหมอง
21.00-23.00 น. เป็นเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น
ห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงเวลานี้ เพราะจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย และไม่ควรตากลม เพราะเป็นช่วงที่ลมเป็นพิษ
23.00-01.00 น. เป็นเวลาของถุงน้ำดี
อย่าทำให้ร่างกายขาดน้ำ เพราะจะทำให้ถุงน้ำดีข้น เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว
ควรดื่มน้ำก่อนเข้านอน หรือก่อนเวลา 23.00 น.
01.00-03.00 น. เป็นเวลาของตับ
เป็นเวลาที่เหมาะสมกับการนอนหลับพักผ่อน ถ้าใครนอนหลับได้ดีเป็นประจำในช่วงนี้ จะทำให้ใบหน้าอ่อนกว่าวัย และไม่ควรกินอาหารเวลานี้ เพราะจะทำให้ตับทำงานหนัก
ที่มา : Smart SME
cr: http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=10492
วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
การใช้ Benzac แบบขั้นเทพ เพียง 50 วัน
การใช้ Benzac แบบขั้นเทพ เพียง 50 วัน
http://topicstock.pantip.com/woman/topicstock/2010/04/Q9182670/Q9182670.html
http://topicstock.pantip.com/woman/topicstock/2010/04/Q9182670/Q9182670.html
วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
สูตรมาส์
สิว(เสี้ยน)! ผดผื่น! หน้ามัน! หน้าแห้งแตกเป็นขุย! หรือรอยแดง ผื่นแดงต่างๆ ปัญหาใหญ่ที่กวนใจหนุ่มสาวทั้งหลายมานาน โดยเฉพาะหนุ่มสาววัยว้าวุ่นที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่าน ตัวฉกาจร้ายที่แก้เท่าไหร่ก็ไม่หายสักที แต่กลับมีเพิ่มมากขึ้นอันมาจากความเครียดที่สะสมมาระหว่างวันด้วย และบางทีก็ปรากฏชัดเจนจนหนุ่มๆ สาวๆ เสียเซลฟ์ไม่กล้าออกจากบ้านไปไหนเลยทีเดียว
ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ไทยรัฐออนไลน์ก็ไม่นิ่งนอนใจ หยิบ 5 สูตรมาส์กหน้าจากธรรมชาติที่สามารถทำเองที่บ้านได้ในเวลาอันรวดเร็ว มาเพิ่มความมั่นใจให้หนุ่มสาวกันมากขึ้น อย่ารอช้า … เรามาประเดิมสูตรแรกกันเลยดีกว่า
1. สูตรมาส์กกล้วยและน้ำผึ้ง
สูตรนี้เหมาะสำหรับคนหน้ามัน (มากจนเยิ้ม) โดยเฉพาะ มาส์กนี้จะช่วยลดความมันบนใบหน้า และป้องกันสิวที่เกิดจากความมันบนใบหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ จากกล้วยที่อุดมไปด้วยสังกะสี และวิตามินซีที่ช่วยในการต่อต้านและรักษาสิว อีกทั้งยังช่วยควบคุมความมันบนใบหน้าในปริมาณพอเหมาะด้วย
วิธีง่ายๆ : แค่เพียงบดกล้วยที่สุกเต็มที่ 1 ผล เติมด้วยน้ำผึ้งสองช้อนโต๊ะ และเติมน้ำมะนาว 2-3 หยด มิกซ์เข้าด้วยกัน แล้วนำไปทาหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15- 20 นาที แล้วซับออกด้วยผ้าขนหนูเช็ดหน้าอุ่นๆ โดยการตบเบาๆ จนกว่าจะแห้ง แค่นี้มันช่วยป้องกันสิว และรอยตำหนิต่างๆ บนใบหน้าให้ค่อยๆ จางหายไปได้อย่างเหลือเชื่อ
สูตรมาส์กกล้วยและน้ำผึ้ง ... ขจัดสิวที่เกิดจากความมัน
2. สูตรมาส์กแอสไพริน
คุณอ่านไม่ผิดหรอก … มันคือยาแอสไพริน แก้อาการปวด ลดไข้นั่นแหละ แอสไพรินเจาะจงช่วยในการรักษาสิว และผดผื่นบนใบหน้าโดยเฉพาะ อีกทั้งป้องกันการระคายเคืองต่างๆ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดสิวเหล่านั้นด้วย … วิธีนี้ถึงจะไม่เคยได้ยินกัน แต่รับรองได้ผลเยี่ยม !!
วิธีการง่ายๆ : แค่คุณบดแอสไพริน 1- 2 เม็ด (หรือมากกว่า ถ้าคุณต้องการระยะครอบคลุมการป้องกันที่ยาวนาน) ลงในจานเล็กๆ และผสมเข้ากับน้ำเปล่าพอประมาณ เติมน้ำผึ้งอุ่นๆ 1-2 หยด จากนั้นมิกซ์ส่วนผสมให้เข้ากันแล้วทาบนหน้า ย้ำบริเวณที่เกิดสิวและผดผื่นมากหน่อย แล้วปล่อยให้ตัวยาเซตตัว ซึมลงไปจนแห้งประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกได้เลย
สูตรมาส์กแอสไพริน ... รักษาสิว และผดผื่นบนใบหน้า
3. สูตรมาส์ก(เจล)ว่านหางจระเข้ผสมอะโวคาโด
อะโวคาโดประกอบไปด้วยกรดไขมัน และวิตามินมากมายที่ช่วยล็อกความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้ ซึ่งจะช่วยรักษาผิวหน้าที่แห้งแตกจนลอกออกเป็นแผ่น อีกทั้งยังเติมน้ำเข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวของคุณให้แลดูสุขภาพดีขึ้น เหมือนได้รับการบำรุงมาอย่างดีทีเดียว ส่วนว่านหางจระเข้นั้นสามารถช่วยลดการอักเสบ และลดอาการปวด(ของสิว) ได้ สำหรับใครที่หน้าเห่อ มีสิวอักเสบเยอะ ลองใช้สูตรนี้ดู … แล้วจะรู้ของเขาดีจริง !
วิธีการง่ายๆ : บดอะโวคาโดครึ่งผลลงในชาม แล้วมิกซ์ส่วนผสมด้วยเจลว่านหางจระเข้สองช้อนโต๊ะ, ข้าวโอ๊ตบดหยาบๆ (แบบแห้ง) หนึ่งช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้งอุ่นๆ หนึ่งช้อนโต๊ะเข้าด้วยกัน นำมาทาบนใบหน้า เน้นย้ำในส่วนที่หน้าแห้งแตกเป็นพิเศษ ปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลา 15 นาทีจนแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
สูตรมาส์ก(เจล)ว่านหางจระเข้ผสมอะโวคาโด ... แก้ปัญหาผิวหน้าแห้งแตก
4. สูตรน้ำผึ้งโลชั่น
อีกสูตรที่อยากแนะนำสำหรับคนที่หน้าแห้งจนแตกลอกออกเป็นแผ่น วิธีการง่ายๆ แค่ผสมน้ำผึ้งดิบสองหยดลงในโลชั่น หรือมอยซ์เจอไรเซอร์อย่างอื่นที่คุณใช้เป็นประจำก่อนใช้ทาตามปกติ น้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยธรรมชาติคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าอย่างน่าอัศจรรย์ (ช่วยให้ภาวะขาดน้ำหล่อเลี้ยงผิวหน้าดีขึ้น) เมื่อผสมรวมเข้ากับครีมโลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวอยู่แล้ว มันจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ไขประตูปัญหาหน้าแห้งแตก ไร้เสน่ห์ให้หมดไป
อย่างไรก็ตาม ถึงน้ำผึ้งจะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า แต่ก็ไม่ควรใส่ผสมกับครีมโลชั่นมากเกินไป เพราะจะทำให้หน้าคุณเหนียวเหนอะหนะ และดูมันเกินพอดีนะ ...
สูตรมาส์กน้ำผึ้งโลชั่น ... คืนความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า
5. สูตรมาส์กแตงกวา และข้าวโอ๊ตบดหยาบๆ
ส่วนผสมสำคัญสองอย่างที่ช่วยลดการอักเสบของสิว, รอยแดง และผื่นแดงต่างๆ ได้ผลดีอย่างที่คุณคาดไม่ถึง เพียงแค่ผสมข้าวโอ๊ตบดหยาบๆ หนึ่งถ้วยเล็ก และแตงกวาสับละเอียดเข้าด้วยกัน แล้วนำมาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าอุ่นๆ (ไม่ต้องใช้โฟมล้างหน้า) หรือซับออกด้วยผ้าขนหนูเช็ดหน้าอุ่นๆ แทน แค่นี้คุณก็จะได้ใบหน้าที่ขาววิ้ง ไร้ริ้วรอยมาขวางทางเจิดจรัสของคุณได้อีก
สูตรมาส์กแตงกวา และข้าวโอ๊ตบดหยาบๆ ... ลดเลือนรอยแดง และผื่นแดงต่างๆ
http://www.thairath.co.th/content/461906
ปัญหาใหญ่ขนาดนี้ไทยรัฐออนไลน์ก็ไม่นิ่งนอนใจ หยิบ 5 สูตรมาส์กหน้าจากธรรมชาติที่สามารถทำเองที่บ้านได้ในเวลาอันรวดเร็ว มาเพิ่มความมั่นใจให้หนุ่มสาวกันมากขึ้น อย่ารอช้า … เรามาประเดิมสูตรแรกกันเลยดีกว่า
1. สูตรมาส์กกล้วยและน้ำผึ้ง
สูตรนี้เหมาะสำหรับคนหน้ามัน (มากจนเยิ้ม) โดยเฉพาะ มาส์กนี้จะช่วยลดความมันบนใบหน้า และป้องกันสิวที่เกิดจากความมันบนใบหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ จากกล้วยที่อุดมไปด้วยสังกะสี และวิตามินซีที่ช่วยในการต่อต้านและรักษาสิว อีกทั้งยังช่วยควบคุมความมันบนใบหน้าในปริมาณพอเหมาะด้วย
วิธีง่ายๆ : แค่เพียงบดกล้วยที่สุกเต็มที่ 1 ผล เติมด้วยน้ำผึ้งสองช้อนโต๊ะ และเติมน้ำมะนาว 2-3 หยด มิกซ์เข้าด้วยกัน แล้วนำไปทาหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15- 20 นาที แล้วซับออกด้วยผ้าขนหนูเช็ดหน้าอุ่นๆ โดยการตบเบาๆ จนกว่าจะแห้ง แค่นี้มันช่วยป้องกันสิว และรอยตำหนิต่างๆ บนใบหน้าให้ค่อยๆ จางหายไปได้อย่างเหลือเชื่อ
สูตรมาส์กกล้วยและน้ำผึ้ง ... ขจัดสิวที่เกิดจากความมัน
2. สูตรมาส์กแอสไพริน
คุณอ่านไม่ผิดหรอก … มันคือยาแอสไพริน แก้อาการปวด ลดไข้นั่นแหละ แอสไพรินเจาะจงช่วยในการรักษาสิว และผดผื่นบนใบหน้าโดยเฉพาะ อีกทั้งป้องกันการระคายเคืองต่างๆ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดสิวเหล่านั้นด้วย … วิธีนี้ถึงจะไม่เคยได้ยินกัน แต่รับรองได้ผลเยี่ยม !!
วิธีการง่ายๆ : แค่คุณบดแอสไพริน 1- 2 เม็ด (หรือมากกว่า ถ้าคุณต้องการระยะครอบคลุมการป้องกันที่ยาวนาน) ลงในจานเล็กๆ และผสมเข้ากับน้ำเปล่าพอประมาณ เติมน้ำผึ้งอุ่นๆ 1-2 หยด จากนั้นมิกซ์ส่วนผสมให้เข้ากันแล้วทาบนหน้า ย้ำบริเวณที่เกิดสิวและผดผื่นมากหน่อย แล้วปล่อยให้ตัวยาเซตตัว ซึมลงไปจนแห้งประมาณ 10 นาที แล้วล้างออกได้เลย
สูตรมาส์กแอสไพริน ... รักษาสิว และผดผื่นบนใบหน้า
3. สูตรมาส์ก(เจล)ว่านหางจระเข้ผสมอะโวคาโด
อะโวคาโดประกอบไปด้วยกรดไขมัน และวิตามินมากมายที่ช่วยล็อกความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้ ซึ่งจะช่วยรักษาผิวหน้าที่แห้งแตกจนลอกออกเป็นแผ่น อีกทั้งยังเติมน้ำเข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์ผิวของคุณให้แลดูสุขภาพดีขึ้น เหมือนได้รับการบำรุงมาอย่างดีทีเดียว ส่วนว่านหางจระเข้นั้นสามารถช่วยลดการอักเสบ และลดอาการปวด(ของสิว) ได้ สำหรับใครที่หน้าเห่อ มีสิวอักเสบเยอะ ลองใช้สูตรนี้ดู … แล้วจะรู้ของเขาดีจริง !
วิธีการง่ายๆ : บดอะโวคาโดครึ่งผลลงในชาม แล้วมิกซ์ส่วนผสมด้วยเจลว่านหางจระเข้สองช้อนโต๊ะ, ข้าวโอ๊ตบดหยาบๆ (แบบแห้ง) หนึ่งช้อนโต๊ะ และน้ำผึ้งอุ่นๆ หนึ่งช้อนโต๊ะเข้าด้วยกัน นำมาทาบนใบหน้า เน้นย้ำในส่วนที่หน้าแห้งแตกเป็นพิเศษ ปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลา 15 นาทีจนแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
สูตรมาส์ก(เจล)ว่านหางจระเข้ผสมอะโวคาโด ... แก้ปัญหาผิวหน้าแห้งแตก
4. สูตรน้ำผึ้งโลชั่น
อีกสูตรที่อยากแนะนำสำหรับคนที่หน้าแห้งจนแตกลอกออกเป็นแผ่น วิธีการง่ายๆ แค่ผสมน้ำผึ้งดิบสองหยดลงในโลชั่น หรือมอยซ์เจอไรเซอร์อย่างอื่นที่คุณใช้เป็นประจำก่อนใช้ทาตามปกติ น้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยธรรมชาติคืนความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าอย่างน่าอัศจรรย์ (ช่วยให้ภาวะขาดน้ำหล่อเลี้ยงผิวหน้าดีขึ้น) เมื่อผสมรวมเข้ากับครีมโลชั่นที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวอยู่แล้ว มันจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ไขประตูปัญหาหน้าแห้งแตก ไร้เสน่ห์ให้หมดไป
อย่างไรก็ตาม ถึงน้ำผึ้งจะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้า แต่ก็ไม่ควรใส่ผสมกับครีมโลชั่นมากเกินไป เพราะจะทำให้หน้าคุณเหนียวเหนอะหนะ และดูมันเกินพอดีนะ ...
สูตรมาส์กน้ำผึ้งโลชั่น ... คืนความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า
5. สูตรมาส์กแตงกวา และข้าวโอ๊ตบดหยาบๆ
ส่วนผสมสำคัญสองอย่างที่ช่วยลดการอักเสบของสิว, รอยแดง และผื่นแดงต่างๆ ได้ผลดีอย่างที่คุณคาดไม่ถึง เพียงแค่ผสมข้าวโอ๊ตบดหยาบๆ หนึ่งถ้วยเล็ก และแตงกวาสับละเอียดเข้าด้วยกัน แล้วนำมาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่าอุ่นๆ (ไม่ต้องใช้โฟมล้างหน้า) หรือซับออกด้วยผ้าขนหนูเช็ดหน้าอุ่นๆ แทน แค่นี้คุณก็จะได้ใบหน้าที่ขาววิ้ง ไร้ริ้วรอยมาขวางทางเจิดจรัสของคุณได้อีก
สูตรมาส์กแตงกวา และข้าวโอ๊ตบดหยาบๆ ... ลดเลือนรอยแดง และผื่นแดงต่างๆ
http://www.thairath.co.th/content/461906
วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
กำจัดสิวเสี้ยนง่ายๆด้วย เบกกิ้งโซดากับน้ำมะนาว
เพื่อนๆคนไหนที่มีปัญหาสิวเสี้ยวที่อยู่ตามจมูกของเรา มองทีไรก็ขัดตาซะจริงๆ วันนี้เราจึงมาเสนอวิธีการกำจัดสิวเสี้ยนด้วย เบกกิ้งโซดา ที่มีวิธีทำที่แสนง่าย ใช้ควบคู่กับ มะนาว จะมีวิธีทำอย่างไรนั้น ไปดูกันเลย
ส่วนผสม
น้ำมะนาว
เบกกิ้งโซดา
วิธีทำ
1. บีบน้ำมะนาวใส่ถ้วย จากนั้นใส่เบกกิ้งโซดาลงไป
2. คนให้ส่วนผสมเข้ากันจนกลายเป็นเนื้อครีมข้น
3. นำมาพอกไว้บนตำแหน่งที่มีสิวเสี้ยนให้ทั่ว จากนั้นทิ้งไว้ 20 นาที
4. ล้างออกด้วยน้ำเย็น
ขอบคุณภาพจาก Angeliicap.blogg.se
cr http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=10140
สูตรลับ!! สิวยุบเร็วด้วย "ขมิ้น
สูตรลับ!! สิวยุบเร็วด้วย "ขมิ้น"
- วันที่ 28 ตุลาคม 2557 เวลา 13:45 น.
สูตรขมิ้นสด + ดินสอพอง + น้ำมะนาว
สูตรนี้ช่วยบำรุง: ผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว
สูตรนี้ช่วยบำรุง: ผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว
ส่วนผสม
ขมิ้นสด (เล็กน้อย)
ดินสอพอง 2-3 เม็ด
มะนาว 1 ผล
ขมิ้นสด (เล็กน้อย)
ดินสอพอง 2-3 เม็ด
มะนาว 1 ผล
วิธีทำ
นำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกับดินสอพองและมะนาว จนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียวใช้สำหรับนำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วย ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้มะนาว จะทำให้ผิวนวลเนียนขึ้นสามารถสัมผัสได้ และเมื่อผสมรวมกันกับผักแว่น ก็จะยิ่งทำให้ผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกับดินสอพองและมะนาว จนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียวใช้สำหรับนำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วย ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้มะนาว จะทำให้ผิวนวลเนียนขึ้นสามารถสัมผัสได้ และเมื่อผสมรวมกันกับผักแว่น ก็จะยิ่งทำให้ผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ขอบคุณภาพจาก articles.spokedark.tv
http://smartsme.tv/breaking_detail.php?id=9621สูตรหน้าใสด้วย มะเขือเทศ
สูตรหน้าใสด้วย มะเขือเทศ
- วันที่ 12 พฤศจิกายน 2557 เวลา 14:07 น.
สูตรหน้ากระจ่างใสด้วย มะเขือเทศ
1.มะเขือเทศสดพอกหน้า โดยการนำมะเขือเทศสุกมาทำการฝานให้เป็นแผ่นบางๆ และแปะลงบนผิวหน้าในบริเวณที่ต้องการทำการพอกได้โดยตรง ทิ้งเอาไว้ประมาณ 20 นาที สามารถทำได้เป็นประจำทุกสัปดาห์
2.ครีมมะเขือพอกหน้า โดยการนำมะเขือเทศไปปั่น หรือบดให้ละเอียด จากนั้นให้ทำการกรองเอาแต่น้ำ แล้วผสมเข้ากับส่วนประกอบอื่นๆที่มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงผิวพรรณ เช่น ข้าวโอ๊ต รำข้าว เป็นต้น เมื่อทำการผสมจนเข้าเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้ทำการล้างหน้าให้สะอาด เช็ดให้แห้ง จากนั้นให้ทำการพอกครีมมะเขือเทศทิ้งเอาไว้ประมาณ 15-30 นาที แล้งจึงค่อยทำการล้างออกด้วยน้ำสะอาด
3.การถูใบหน้าด้วยมะเขือเทศสุก นำมะเขือเทศสุกมาฝานเป็นชิ้นหนาๆ ขนาดพอดีมือ จากนั่นนำชิ้นมะเขือเทศเหล่านั้นทำการถูให้ทั่วใบหน้า และลำคอเบาๆ โดยพยายามเน้นในบริเวณที่มีสิวเสี้ยน เช่น จมูก คาง เป็นต้น ทำการขัดถูใบหน้าประมาณ 5-10 นาที แล้วพักหน้าทิ้งเอาไว้ประมาณ 5 นาที จึงค่อยทำการล้างออกด้วยน้ำเย็น
4.ดื่มน้ำมะเขือเทศ การดื่มน้ำมะเขือเทศเป็นประจำทุกวันเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้ใบหน้าขาวใสขึ้นได้ แต่สำหรับคุณสาวๆที่พึ่งหัดทานน้ำมะเขือเทศใหม่ๆอาจจะยังทำใจรับกับรสชาติไม่ได้ จึงขอให้แนะนำว่าให้ลองผสมน้ำมะเขือเทศกับน้ำหวานเฮลบลูบอย หรือผสมกับยูนีฟสีเขียว 100 % จะช่วยทำให้มีรสชาติที่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปัจจุบันก็มีน้ำมะเขือเทศสำเร็จรูปออกมาวางจำหน่ายอยู่เป็นจำนวนมาก จึงช่วยทุ่นเวลาในการเตรียมวัตถุดิบในการทำน้ำมะเขือเทศเพื่อดื่มเองของคุณสาวๆไปได้มากทีเดียว แต่สำหรับคุณสาวๆที่อยากทำน้ำมะเขือเทศดื่มด้วยตัวเองก็สามารถทำได้อย่างง่ายๆ เพียงแค่ล้างมะเขือเทศประมาณ 3-6 ผลให้สะอาด หั่นให้เป็นชิ้นพอประมาณ จากนั้นนำไปใส่เครื่องปั่นพร้อมกับเติมน้ำเชื่อม น้ำเปล่า เกลือ แล้วปั่นให้ละเอียด เพียงเท่านี้ก็จะสามารถได้น้ำมะเขือเทศที่พร้อมดื่ม และสำหรับในหน้าร้อนแบบนี้ ก็ยังสามารถประยุกต์เป็นน้ำมะเขือเทศปั่น โดยการเติมน้ำแข็งลงไปในระหว่างที่ทำการปั่นได้อีกด้วย
5.การรับประทานมะเขือเทศสดๆ การรับประทานมะเขือเทศสดๆเป็นประจำทุกวัน วันละ 1-2 ผล นอกจากจะช่วยทำให้ใบหน้าขาวใสขึ้นแล้ว ยังช่วยในการลดความอ้วน และช่วยให้คุณสาวๆมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย
http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=10099
ขอบคุณภาพจาก www.antishopliftingdevices.com
วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
โทษของไขมันเกาะในร่างกาย+สูตรลดหน้าท้องล้างไส้
ใครที่สะสมไขมันไว้ในร่างกาย สะสมไว้ไม่ดีนะคะเลยมาแชร์ข้อมูลโทษของไขมันที่เกาะในร่างกายส่งผลอะไรกันมั่ง
โทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร หากสะสมมาจะทำให้เกิดข้อบกพร่องและเป็นผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น
1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศีรษะ
3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว
4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย
5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด
6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้ ทำให้จามในตอนเช้า
7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย
มาแชร์สูตรล้างลำไส้กระทุ้งไขมันเกาะและยังช่วย ลดไขมันหน้าท้องได้อีก ฉะนั้นเรามาป้องกันการเกิดไขมันเกาะในผนังลำไส้และก่อโรคอ้วน
หน้าท้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่จะบ่งบอกถึงว่า ตอนนี้สภาพร่างกายคุณเป็นอย่างไร นั้นก็หมายถึงอาหารที่คุณกินเข้าไปมันเข้ามันสะสมจนทำให้คุณมีไขมันหน้าท้องมาก และจะทำให้คุณกลายเป็นคนอ้วนไปในที่สุด และหน้าท้องเมื่อมีไขมันสะสมแล้วก็ลดยากเสียด้วยพอ ๆ กับไขมันที่สะโพกนั่นแหละ เราจึงมีวิธีทำสูตรนี้มาแนะให้ทำกันค่ะ
สูตรลดหน้าท้องนี้จะช่วยปรับสมดุลร่างกายและควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่รักสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคปวดข้อ เป็นตะคริวอยู่บ่อยๆ หรือโรคอ้วน สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ดื่มเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยบรรเทาโรคต่างๆ ได้
นมสดรสจืด หรือ นมสดไขมันต่ำ 1 กล่อง ขนาด 250 ml
โยเกิร์ตรสจืด หรือ โยเกิร์ตรไขมันต่ำ ครึ่งถ้วย
น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ(ถ้าไม่อยากให้หวานมาก ก็ลดเหลือ 3/4 ช้อนค่ะ)
มะนาวสด 1 ลูก
น้ำผึ้ง จะพบว่าในน้ำผึ้งมีสารเอนติออกซิเดนท์ เช่นเดียวกับที่มีในผักใบเขียวและยังมีวิตามินบี ซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ และกรดอะมิโน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ แร่ธาตุที่กล่าวมาล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายที่จะเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงโลหิต
นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ และต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล ควรวางทิ้งไว้ 15-30 นาที เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงาน และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น
สรรพคุณไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงเนื่องจากจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต ทำให้ลำใส้ทำงานได้ดีไม่ทำให้ลำใส้บวมหน้าท้องป่องควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุกวันนะค่ะ
cr:http://men.sanook.com/2017/
โทษที่เกิดจากการที่ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร หากสะสมมาจะทำให้เกิดข้อบกพร่องและเป็นผลทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น
1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย
2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศีรษะ
3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว
4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย
5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด
6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้ ทำให้จามในตอนเช้า
7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก ฉะนั้นการดื่มตามสูตรนี้ นอกจากช่วยลดหน้าท้อง ยังส่งผลให้อาการป่วยทั้ง 7 ประการนี้หายไป ด้วย
มาแชร์สูตรล้างลำไส้กระทุ้งไขมันเกาะและยังช่วย ลดไขมันหน้าท้องได้อีก ฉะนั้นเรามาป้องกันการเกิดไขมันเกาะในผนังลำไส้และก่อโรคอ้วน
หน้าท้องเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่จะบ่งบอกถึงว่า ตอนนี้สภาพร่างกายคุณเป็นอย่างไร นั้นก็หมายถึงอาหารที่คุณกินเข้าไปมันเข้ามันสะสมจนทำให้คุณมีไขมันหน้าท้องมาก และจะทำให้คุณกลายเป็นคนอ้วนไปในที่สุด และหน้าท้องเมื่อมีไขมันสะสมแล้วก็ลดยากเสียด้วยพอ ๆ กับไขมันที่สะโพกนั่นแหละ เราจึงมีวิธีทำสูตรนี้มาแนะให้ทำกันค่ะ
สูตรลดหน้าท้องนี้จะช่วยปรับสมดุลร่างกายและควบคุมน้ำหนัก ผู้ที่รักสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น โรคปวดข้อ เป็นตะคริวอยู่บ่อยๆ หรือโรคอ้วน สามารถนำวิธีนี้ไปใช้ดื่มเป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยบรรเทาโรคต่างๆ ได้
นมสดรสจืด หรือ นมสดไขมันต่ำ 1 กล่อง ขนาด 250 ml
โยเกิร์ตรสจืด หรือ โยเกิร์ตรไขมันต่ำ ครึ่งถ้วย
น้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ(ถ้าไม่อยากให้หวานมาก ก็ลดเหลือ 3/4 ช้อนค่ะ)
มะนาวสด 1 ลูก
น้ำผึ้ง จะพบว่าในน้ำผึ้งมีสารเอนติออกซิเดนท์ เช่นเดียวกับที่มีในผักใบเขียวและยังมีวิตามินบี ซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม เกลือแร่ และกรดอะมิโน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ แร่ธาตุที่กล่าวมาล้วนมีความจำเป็นต่อร่างกายที่จะเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ บำรุงโลหิต
นำส่วนผสมทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบ และต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล ควรวางทิ้งไว้ 15-30 นาที เพื่อให้จุลินทรีย์ทำงาน และควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้น
สรรพคุณไม่ใช่ยาลดน้ำหนักโดยตรง แต่จะปรับธาตุ ล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงเนื่องจากจุลินทรีย์ในโยเกิร์ต ทำให้ลำใส้ทำงานได้ดีไม่ทำให้ลำใส้บวมหน้าท้องป่องควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุกวันนะค่ะ
cr:http://men.sanook.com/2017/
วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2557
หนุ่มวัย 19 อกหัก โดนทิ้ง ตัดสินใจทำศัลยกรรมทั้งหน้า แปลงโฉมจนหล่อ
http://www.dek-d.com/board/view/3204415/
วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2557
ผงทานาคา" ผงมหัศจรรย์ที่อุดมไปด้วยสรรพคุณบำรุงผิว
"ผงทานาคา" ผงมหัศจรรย์ที่อุดมไปด้วยสรรพคุณบำรุงผิว
ผงทานาคา ที่เป็นของเด่นของดีของประเทศพม่า ที่ปัจจุบันได้เป็นกระแสฮิตของสาวๆไทยเรา เพราะในสารทานาคา อุดมไปด้วยประโยชน์ต่างๆ มากมาย อาทิเช่น
1. สารที่ช่วยกรองแสงอัลตร้าไวโอเลตซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดการเสื่อมของเซลล์ผิวหนัง โดยไปกระตุ้นการสังเคราะห์ เอนไซม์แมทริกซ์-เมทัลโลโปรตีเนส-1 (matrix-metalloproteinase-1, MMP-1) ซึ่งจะไปตัดกับเส้นใยโปรตีนคอลลาเจนที่มีหน้าที่ช่วยคงความแข็งแรงและเพิ่มความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อผิวหนังและลดการสังเคราะห์โปร-คอลลาเจน
2. สารสกัดจากลำต้นกระแจะสามารถช่วยยับยั้ง MMP-1 และช่วยเพิ่มการสร้างโปร-คอลลาเจน
3. ผงและสารสกัดน้ำยังมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น ช่วยลดการเสื่อมของเซลล์ ช่วยต้านการอักเสบ และยังมีสาร Suberosin ที่มีฤทธิ์ในการช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย และช่วยป้องกันและรักษาสิวได้
4. แถมผงทานาคายังมีสารอาร์บูติน (Arbutin) เป็นสารที่ทำหน้าที่ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินได้ ซึ่งเมลานินเป็นต้นเหตุของการเกิดฝ้า กระ และรอยหมองคล้ำด่างดำของผิว อีกทั้งยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (เอนไซม์ที่กระตุ้นในการเกิดเม็ดสีเมลานินท้องท้องแขนของเราก่อน หากไม่มีอาการแพ้หรืออาการผิดปกติก็สามารถนำมาใช้กับใบหน้าได้
http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=9255
วันพุธที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2557
อยากให้เด็ก ๆ สูงขึ้น กินอะไรดี ????? มาดูอาหาร 5 อย่างต่อไปนี้ ......
อยากให้เด็ก ๆ สูงขึ้น กินอะไรดี ????? มาดูอาหาร 5 อย่างต่อไปนี้ ......
1. สตอว์เบอร์รี่และฟรุ๊ตสลัด
ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีนั้นช่วยให้เด็กๆ เจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่ เด็กๆ ควรได้ทานผักและผลไม้อย่างน้อยวันละ 3 - 5 ครั้ง ถ้ากลัวเด็กๆ ไม่ยอมกินก็ทำให้น่าทานขึ้น เช่น นำผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง นำสตอว์เบอร์รี่มาจิ้มครีม หรืออาจจะทำฟรุ๊ตสลัดให้ลูกทานก็ได้
2. ธัญพืชโฮลเกรนและขนมปังโฮลวีต
ธัญพืช มีคาร์โบไฮเดรตสูงอยู่แล้ว การทานธัญพืชจึงทำให้เด็กๆ ได้รับพลังงานขั้นพื้นฐานอย่างเต็มที่ จะส่งผลให้เด็กๆ เจริญเติบโตได้อย่างดี ธัญพืชโฮลเกรนมีวิตามินบี ซิงค์ และแมกนีเซียมสูง ซึ่งล้วนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเติบโตของเด็กทั้งนั้น หรืออาจให้ทานขนมปังโฮลวีต ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์และคีนัวก็ได้
3. ถั่วดำและถั่วเหลืองผิวดำ
ถั่วเหลืองขึ้นชื่อว่าอุดมไปด้วยโปรตีนที่ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตอยู่แล้ว โดยเฉพาะถั่วเหลืองผิวดำ ถั่วอีกหลายชนิดก็อุดมไปด้วยซิงค์และโปรตีนเช่นกันโดยเฉพาะถั่วดำ
4. เนื้อปลา หมู ไก่
เด็กๆ ต้องการโปรตีนเพื่อช่วยในการเจริญเติบโต โดยโปรตีนนั้นเป็นแหล่งสำคัญของซิงค์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสารอาหารที่ทำให้เด็กๆ สูงขึ้น ขอแนะนำให้เด็กๆ ทานเนื้อสัตว์อย่างเนื้อหมู ปลา และไก่พร้อมกับถั่วยิ่งดี
5. นม ชีส และโยเกิร์ต
นม เป็นหนึ่งในอาหารที่เด็กทุกคนต้องดื่มกันเป็นประจำอยู่แล้ว เด็กๆ ต้องการแคลเซียมและวิตามินจากนมเพื่อช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของกระดูก แทนที่จะให้ดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลม เพียงให้ลูกทานนมและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมอย่าง โยเกิร์ตหรือชีสวันละ 3 ครั้ง แค่นี้ก็ช่วยให้ลูกสูงขึ้นได้บ้างแล้ว
http://www.smartsme.tv/breaking_detail.php?id=9163
วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557
ทคนิค ดื่มเบียร์ให้ไม่เมา นี้เราต้องมีตัวช่วย นั่นก็คือ ยีสต์แห้ง นั่นเอง
เทคนิค ดื่มเบียร์ให้ไม่เมา นี้เราต้องมีตัวช่วย นั่นก็คือ ยีสต์แห้ง นั่นเอง
ใช่แล้ว ยีสต์แห้งที่เราสามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อนี่แหละครับ โดยเทคนิคของมันก็คือ การรับประทานยีสต์แห้ง ก่อนที่จะดื่มเบียร์ โดยสูตรของมันก็คือ ยีสต์แห้ง 1 ช้อนชา ต่อเบียร์ 1 ขวดที่เราดื่ม โดยให้รับประทานก่อนที่จะดื่มเบียร์
โดยสูตรที่ทำให้กินยีตส์เข้าไปได้ง่ายๆ นั่นก็คือนำยีสต์ไปคนผสมกับโยเกริตในขนาดที่พอดีๆ ก่อนที่จะทานมันเข้าไปนั่นเอง เคล็ดลับจริงๆ ของมันอยู่ที่ สารประกอบในยีสต์ครับ เพราะว่าในยีสต์นั้นจะมีเอนไซม์ที่เรีกว่า แอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส (alcohol dehydrogenase) หรือ ADH โดยแอลกอฮอล์ดีไฮโดรจีเนส (alcohol dehydrogenase) เป็นเอนไซม์ที่เร่งปฏิกิริยาการเปลี่ยนแอลกอฮอล์ให้เป็นแอลดีไฮด์ พูดง่ายๆ คือ มันจะเข้าไปขัดขวางและทำลายโมเลกุลแอลกอฮอล์ลง และเปลี่ยนสภาพกลายเป็น คาร์บอน ไฮโดรเจน และ ออกซิเจน ซึ่งเป็นขบวนการเดียวกันกับที่ร่างกายเราย่อยสลายเผาผลาญแอลกอฮอล์ในตับของเรา ซึ่งการรับประทานยีสต์เข้าไปก่อนนั้นจะเป็นการสร้าง ADH ในกระเพาะดักจับแอลกอฮอล์ก่อนทที่มันจะเข้าไปในกระแสเลือดเราได้นั่นเอง
วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557
วิธีกำจัดติ่งเนื้อด้วยธรรมชาติ หาได้ในครัวคุณ ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล!!!
วิธีกำจัดติ่งเนื้อด้วยธรรมชาติ หาได้ในครัวคุณ ที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล!!!
http://board.postjung.com/m/804658.html
ติ่งเนื้อเล็กๆนุ่มๆที่โผล่มาที่ผิวลักษณะเหมือนลูกโป่งเล็กๆแฟบๆอาจมีสีเข้มกว่าผิวเล็กน้อย ทางการแพทย์เรียกว่า Acrochordons ไม่มีอันตรายแต่ทำให้รู้สึกรำคาญเวลาลูบผิวและดูไม่สบายตาเอาเสียเลย
เกิดขึ้นได้ไง?
ติ่งเนื้อเกิดขึ้นทั้งหญิงและชายพบมากตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไปหรือบางคนเกิดก่อนหน้านั้น พบมากในคนอ้วน เชื่อกันว่าเกิดจากการเสียดสีระหว่างผิวหนังหรือกับเสื้อผ้า บางทฤษฎีบอกว่าเกิดจากฮอร์โมนเนื่องจากพบมากในสตรีระหว่างตั้งครรภ์ ในสหรัฐพบว่าประชากร 46% มีติ่งเนื้อเกิดขึ้นในร่างกายในประชาชนทุกระดับ
ติ่งเนื้อเกิดขึ้นที่ไหน?
พบได้ทุกที่ แต่ที่เจอมากๆคือบริเวณส่วนล่างของลำคอ ใต้วงแขน เปลือกตา ด้านล่างทรวงอก และรอยพบของผิวบริเวณก้น มีขนาดตั้งแต่ 2-5 มม. หลายคนพยายามตัดทิ้งแต่ยิ่งตัดออกก็ยิ่งโตขึ้นอีกด้วย
วิธีทั่วไปในการกำจัดติ่งเนื้อ
ซื้อายามาป้ายให้หลุดออกซึ่งยังไม่มีการยืนยันผลได้100% แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแน่คือการระคายเคืองและการอักเสบมีเพืยงบางรายเท่านั้นที่ได้ผล บางครั้งใช้วิธีการบิดเกลียวหรือเอาไหมขัดฟันผูกไว้เพื่อให้ขาดเลือดและหลุดออกมาเองซึ่งเป็นไปได้ยากมากหรือออกมาไม่หมดแล้วจัดการยากกว่าเดิม หรือการผ่าตัดทั้ง4เทคนิคได้แก่ จี้ด้วยไฟฟ้า จี้ด้วยความเย็น จี้ด้วยสารเคมีและตัดออกด้วยมีด
วิธีการจัดการติ่งเนื้อด้วยวิธีธรรมชาติและอาจหาได้ในครัวคุณมีดังนี้
1. น้ำมัน Tea tree oil – ปั้นก้อนสำลีเล็กๆชุบน้ำมันTea Tree Oil แปะทิ้งไว้บริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง ประมาณ 2 สัปดาห์ ติ่งเนื้อจะหายไป
2. น้ำมันละหุ่ง – นำน้ำมันละหุงผสมกับ Baking Soda อัตราส่วน 2:1 แต้มบริเวณที่เป็นทุกวัน ประมาณ 2-4 สัปดาห์จะหลุดออกเอง หากกลิ่นเหม็นก็เติมน้ำมันผิวส้มก็จะหอมขึ้น
3. แอปเปิ้ลไซเดอร์ – ทาลงที่ก้อนติ่งเนื้อโดยตรงวันละ 2 รอบแล้วเอาสำลีปิดทับไว้ ใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ วิธีนี้จะรู้สึกแสบๆกัดๆหน่อย
4. เปลือกกล้วยหอม – ตัดเป็นชิ้นเล็กแปะไว้ด้วยพลาสเตอร์ จนกว่าจะหลุดออก
5. กระเทียม – บดกระเทียมสดและแปะที่ติ่งเนื้อและใช้พลาสเตอร์ปิดทับ ทำก่อนนอนแล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่นตอนเช้าทำติดกันทุกคืน ประมาณ 3 คืนติ่งเนื้อจะหลุดออก และวิธีนี้ไม่ควรทำเกิน 3 คืนติดกันเพราะจะทำให้ผิวไหมได้
6. ขิง – ลอกเปลือกแล้วถูตรงติ่งเนื้อทุกๆวัน ประมาณ 2 สัปดาห์ จะหลุดออก
7. น้ำสับปะรด – ชุบสำลีปิดที่ติ่งเนื้อวันละ 2 รอบ ประมาณ 1 สัปดาห์จะหายไป
ลองดูนะคะว่าวิธีไหนเหมาะกับคุณหรือคนที่คุณรัก เพื่อผิวที่เรียบเนียนไม่สะดุดเวลาสัมผัส
วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557
สูตรรักษาจุดด่างดำด้วย “สัปปะรด
Home > Breaking News > สูตรรักษาจุดด่างดำด้วย “สัปปะรด”
สูตรรักษาจุดด่างดำด้วย “สัปปะรด”
- วันที่ 17 กันยายน 2557 เวลา 17:51 น.
สูตรรักษาจุดด่างดำด้วย “สัปปะรด”
สูตรรักษาจุดด่างดำด้วยสับปะรดนี้เหมาะกับเพื่อนๆ ที่มีใบหน้ามันและนอกจากนี้น้ำสับปะรดยังช่วยลดเลือนจุดด่างดำต่าง ๆ บนใบหน้าได้ดีอีกด้วย ข้อแนะนำวิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่ไม่เป็นสิวเพราะไม่เช่นนั้นสับปะรดอาจจะกัดหน้าได้
วิธีทำ
คั้นสับปะรดสด ๆ เอาแต่น้ำมาชโลมพอกที่ใบหน้า ยกเว้นบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปากทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำ 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ก็พอ ถ้าอยากมีใบหน้าสดใส ไร้ริ้วรอย ไม่หมองคล้ำก็ลองนำไปทำกันดูแล้วจะรู้ได้ถึงความแตกต่าง
วิธีทำ
คั้นสับปะรดสด ๆ เอาแต่น้ำมาชโลมพอกที่ใบหน้า ยกเว้นบริเวณรอบดวงตาและริมฝีปากทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำ 2-3 ครั้งต่ออาทิตย์ก็พอ ถ้าอยากมีใบหน้าสดใส ไร้ริ้วรอย ไม่หมองคล้ำก็ลองนำไปทำกันดูแล้วจะรู้ได้ถึงความแตกต่าง
ทะลวงหลอดเลือดด้วยภูมิปัญญาโบราณ
ทะลวงหลอดเลือดด้วยภูมิปัญญาโบราณ
ตำรับสมุนไพรทะลวงหลอดเลือดสูตรลับสุดยอด ให้คนที่คุณรักลองดู
ทะลวงหลอดเลือดด้วยภูมิปัญญาโบราณ เพียง 2 นาที เป็นของขวัญอันล้ำค่าแก่พ่อแม่และเพื่อนๆ ของคุณ
ทะลวงหลอดเลือดด้วยภูมิปัญญาโบราณ เพียง 2 นาที เป็นของขวัญอันล้ำค่าแก่พ่อแม่และเพื่อนๆ ของคุณ
ชายชาวลอนดอนคนหนึ่งได้เล่าประสบการณ์ส่วนตัว เมื่อเขาไปประชุมที่ปากีสถาน เกิดมีอาการเจ็บหน้าอกอย่างเฉียบพลัน แพทย์ตรวจพบว่าเส้นเลือดหัวใจของเขา 3 เส้นอุดตันอย่างรุนแรง จำเป็นต้องผ่าตัดทำบายพาส
กำหนดการผ่าตัดคืออีก 1 เดือน ในช่วงระหว่างนั้นเขาไปพบหมอบำบัดมุสลิมโบราณ
หมอบำบัดให้เขาทำยาทานเองที่บ้าน เมื่อทานครบ 1 เดือน ก็ไปตรวจที่โรงพยาบาลเดียวกันก่อนผ่าตัด พบว่าเส้นเลือดทั้ง 3 เส้นใสสะอาด ที่เคยอุดตันก็ถูกทะลวงออกหมด
เพื่อช่วยให้คนอื่นได้รับประโยชน์ เขาได้บอกเล่าประสบการณ์ของตัวเองบนอินเทอร์เน็ต รวมทั้งโชว์ภาพถ่ายเส้นเลือดของเขาก่อนและหลัง เพื่อให้แสดงความแตกต่างก่อนและหลังทานยา
วัตถุดิบที่ใช้
1 น้ำมะนาว 1 ถ้วย
2 น้ำขิง 1 ถ้วย
3 น้ำคั้นกระเทียม 1 ถ้วย
4 น้ำส้มสายชูแอปเปิล 1 ถ้วย
1 น้ำมะนาว 1 ถ้วย
2 น้ำขิง 1 ถ้วย
3 น้ำคั้นกระเทียม 1 ถ้วย
4 น้ำส้มสายชูแอปเปิล 1 ถ้วย
วิธีเตรียม
1.ลอกเปลือกกระเทียมและขิง หั่นขิงเป็นชิ้นบางๆ นำทั้งสองอย่างใส่เครื่องปั่นเครื่องคั้นน้ำผลไม้ ปั่นละเอียดแล้วเทลงบนผ้ากรอง เพื่อบีบน้ำคั้นออกมา
1.ลอกเปลือกกระเทียมและขิง หั่นขิงเป็นชิ้นบางๆ นำทั้งสองอย่างใส่เครื่องปั่นเครื่องคั้นน้ำผลไม้ ปั่นละเอียดแล้วเทลงบนผ้ากรอง เพื่อบีบน้ำคั้นออกมา
2.นำน้ำคั้นกระเทียมและขิงลงไปในหม้อ เติมน้ำมะนาวและน้ำส้มสายชูแอปเปิลลงไป ต้มจนเดือด แล้วค่อยๆเคี่ยวไปโดยไม่ต้องปิดฝาหม้อ เพื่อให้น้ำระเหยออก ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก็จะได้ยาที่เคี่ยวแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของปริมาณเริ่มต้น
3. ตั้งทิ้งไว้จนอุณหภูมิลดลง ก็ให้เติมน้ำผึ้งลงไปผสมเพื่อให้ทานได้ง่าย (ใส่มากเท่าที่รสชาดพอจะทานได้)
4.ใส่น้ำสมุนไพรนี้ในขวดแก้ว แช่ในตู้เย็นเก็บไว้
วิธีรับประทาน : ทาน 1 ช้อนโต๊ะก่อนอาหารเช้าทุกวัน สามารถขจัดโรคหัวใจและหลอดเลือดให้หายขาดได้ คนทั่วไปยังสามารถใช้เป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน เพื่อป้องกันโรคหัวใจและความดันโลหิตสูง รวมทั้งป้องกันโรคหวัดและโรคภัยอื่นๆ ได้อีกด้วย
เมื่อทานได้ 1 เดือน ให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล คุณจะพบหลอดเลือดสะอาด เส้นที่มีการอุดกั้นถูกทะลวงไปแล้ว
เมื่อทานได้ 1 เดือน ให้ไปตรวจที่โรงพยาบาล คุณจะพบหลอดเลือดสะอาด เส้นที่มีการอุดกั้นถูกทะลวงไปแล้ว
อ.มาศแนะนำว่า สูตรลับนี้จะต้องบันทึกเก็บไว้นะครับ...! และต้องเผยแพร่ส่งต่อให้คนที่ท่านรักและปรารถนาดี!
ขอขอบคุณข้อมูลจาก เพจสมุนไพรแก้ปวด
วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557
เชียร์ค่ะ
อย่างตั้งใจเลยน๊า
เพราะถ้าดูดีขึ้น เเล้วอะไรดีๆจะตามเข้ามา
เราจะรู้สึกดีขึ้น โลกสดใส มั่นใจจจ
ผิวคล้ำ-- ก็สวยได้ค่ะ เเต่ต้องเนียนๆน๊า มะขามเปียกเลยค่ะ
ผสมนมสด1/2กล่อง น้ำผึ้ง ขยำๆ ขัดพอก อาทิตย์ละ2-3ครั้งค่ะ
ทาครีม เเละกันเเดดตอนเช้าด้วยค่ะ
ซ้ำยังมีรอยสิวเต็มไปหมด-- หาครีมลดรอยมาทาค่ะ ไม่ก็ปรึกษาเเพทย์
(รอยลักษณะไหนคะ)
ไม่หมดแค่นั้นค่ะน้องเปนคนที่รูขุมขนกว้างมากๆเลยคะ
แถมหน้ายังมีหลุมที่เกิดจากสิวด้วยอ่ะคะ
--- เรื่องหลุมๆรอยๆ นี่เราก็เคยมี เเต่เราหาหมอ เลเซอร์ กรอหน้า โบกครีม ซึ่งเราขอไม่ออกคำเเนะนำค่ะ
เพราะ อย่างกรอหน้า/เลเซอร์นี่ บางท่านอาจจะว่าไม่ได้ผล เเต่สำหรับเราก็โอเคค่ะ เเต่ก็ใช้เวลาด้วยอ่า
อย่าเอามือจับหน้ามากๆ ห้ามเเกะสิวว
อีกอย่างนึงก้อคืดเปนคนที่ปากใหญ่ๆเบินๆ(ประมาณว่าบนก้อเจ้อล่างก้อห้อยอ่ะค่ะ) และคล้ำมากๆอ่ะคะ
-- ลิปคอนซีลเลอร์น่าจะช่วยได้นะค่ะ ลองค้นหา กระทู้ดู
น้องเปนคนมะค่อยมีความรู้เรื่องการแต่งหน้าซักเท่าไหร่
-- ไม่เป็นไรคะ ค่อยๆฝึกไป เด่วงามเเน่ รับรอง
เเต่ต้องล้างหน้าให้สะอาดด้วยน๊า
สู้ๆค่ะ
http://www.jeban.com/viewtopic.php?t=10317
อย่างตั้งใจเลยน๊า
เพราะถ้าดูดีขึ้น เเล้วอะไรดีๆจะตามเข้ามา
เราจะรู้สึกดีขึ้น โลกสดใส มั่นใจจจ
ผิวคล้ำ-- ก็สวยได้ค่ะ เเต่ต้องเนียนๆน๊า มะขามเปียกเลยค่ะ
ผสมนมสด1/2กล่อง น้ำผึ้ง ขยำๆ ขัดพอก อาทิตย์ละ2-3ครั้งค่ะ
ทาครีม เเละกันเเดดตอนเช้าด้วยค่ะ
ซ้ำยังมีรอยสิวเต็มไปหมด-- หาครีมลดรอยมาทาค่ะ ไม่ก็ปรึกษาเเพทย์
(รอยลักษณะไหนคะ)
ไม่หมดแค่นั้นค่ะน้องเปนคนที่รูขุมขนกว้างมากๆเลยคะ
แถมหน้ายังมีหลุมที่เกิดจากสิวด้วยอ่ะคะ
--- เรื่องหลุมๆรอยๆ นี่เราก็เคยมี เเต่เราหาหมอ เลเซอร์ กรอหน้า โบกครีม ซึ่งเราขอไม่ออกคำเเนะนำค่ะ
เพราะ อย่างกรอหน้า/เลเซอร์นี่ บางท่านอาจจะว่าไม่ได้ผล เเต่สำหรับเราก็โอเคค่ะ เเต่ก็ใช้เวลาด้วยอ่า
อย่าเอามือจับหน้ามากๆ ห้ามเเกะสิวว
อีกอย่างนึงก้อคืดเปนคนที่ปากใหญ่ๆเบินๆ(ประมาณว่าบนก้อเจ้อล่างก้อห้อยอ่ะค่ะ) และคล้ำมากๆอ่ะคะ
-- ลิปคอนซีลเลอร์น่าจะช่วยได้นะค่ะ ลองค้นหา กระทู้ดู
น้องเปนคนมะค่อยมีความรู้เรื่องการแต่งหน้าซักเท่าไหร่
-- ไม่เป็นไรคะ ค่อยๆฝึกไป เด่วงามเเน่ รับรอง
เเต่ต้องล้างหน้าให้สะอาดด้วยน๊า
สู้ๆค่ะ
http://www.jeban.com/viewtopic.php?t=10317
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)